Showing posts with label Education/Training. Show all posts
Showing posts with label Education/Training. Show all posts

January 5, 2009

Radiology Clinical Training in USA (2.1)


1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
* ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
* เรียนต่อ Resident เมืองไทย หรือ อเมริกา?
* เรียนต่อ Clinical Fellow, Research Fellow หรือ Observer? เมืองไทย หรือ อเมริกา?

2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
* ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม

* USMLE
3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
* ชีวิตการเรียนในอเมริกา
* ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง



พอตัดสินใจได้แน่นอนแล้วว่าอยากมาเรียนเป็น Clinical Fellow หรือ Resident แล้วก็ต้องเตรียมตัวครับ

ต้องเตรียมอะไรบ้าง
1. เตรียมกาย - เรื่องสำคัญที่สุดของพวกเราที่จัดว่าเป็น foreign medical graduates ในการสมัครเรียนต่อโปรแกรมต่างๆในอเมริกาก็คือคะแนนสอบ USMLE ครับ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่โปรแกรมเขาถือว่ามาตรฐานครับ เกรดสมัยเรียนเป็นนักศึกษา/นิสิตแพทย์ เขาไม่ได้เอามาพิจารณามากครับเพราะบ้านเราก็ไม่ได้มี ranking standard ระหว่างสถาบันอะไร. ต้องเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดีที่สุดที่สามารถทำได้ครับ สำคัญมากเนื่องจากถ้าผ่านแล้วจะไม่สามารถสอบ step นั้นๆ ใหม่ได้อีกในเวลา 7 ปีครับ แปลว่าถ้าคะแนนผ่านแต่ไม่ดีก็สอบซ่อมใหม่ไม่ได้นะครับ. อื่นๆ ที่ต้องเตรียมคือ ภาษาอังกฤษ เพื่อการสอบ USMLE ครับ

2. เตรียมเงิน - การสอบ USMLE ทั้ง 3 steps นั้นใช้เงินเยอะครับ ค่าสมัครสอบ ค่าบินไปสอบ step 2CS และอื่นๆ รวมๆ แล้วอย่างน้อยก็ 1-2 แสนบาทครับ ถ้าคิดว่าจะต้องไปติวเพื่อสอบอีกก็ต้องใช้เงินเพ่ิมครับ เพราะฉะนั้นควรเตรียมเงินสำรองไว้ด้วยครับ แต่ถามว่าคุ้มค่าไหม ก็คุ้มครับ เพราะมาเป็น clinical fellow หรือ resident ได้ 2-3 เดือนก็คุ้มทุนแล้วนะครับ

3. เตรียมเวลา - ควรหาเวลาว่างไว้อ่านหนังสือสอบ และติวครับ การสอบทั้ง 3 steps ใช้การเตรียมตัวนะครับ อย่างน้อยควรเตรียมตัวสอบแต่ละ step 4-6 เดือนล่วงหน้า ย้ำอีกทีนะครับว่าถ้าคิดจะสอบ ต้องให้ได้คะแนนดีๆ ครับ ถ้าไม่มั่นใจก็ควรจะเลื่อนวันสอบไปก่อน ไม่ควรไปสอบเพื่อแค่ให้ผ่าน. จากประสบการณ์ที่เห็นเพื่อนๆ หลายคน ก็ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปีนะครับสำหรับการสอบให้ผ่านทั้ง 3 steps. มากสุดที่เขาอนุญาตก็ 7 ปีครับนับจากวันที่สอบ step แรกผ่านครับ.

4. เตรีียมใจ - เนื่องจากว่าต้องใช้ความตั้งใจสูงนะครับ การสอบ 3 steps ใช้เวลาและพลังงานมากจริงๆ ครับ โดยเฉพาะพวกเราชาวรังสีวิทยา ส่วนใหญ่ก็ทิ้งความรู้ basic science ไปหมดแล้ว และก็เหลือ clinical science อยู่ในสมองบ้างแต่ก็น้อยลงเยอะครับถ้าเทียบกับตอนเป็นแพทย์ใหม่ๆ อันนี้เป็นข้อเสียเปรียบของพวกเรานะครับ แต่อย่าลืมว่าถ้าตั้งใจ มุ่งมั่นก็จะทำได้ครับ. สิ่งที่ต้องคำนึงอีกนะครับ เมื่อสอบผ่านทั้ง 3 steps แล้วก็ยังต้องฝ่าด่านการสมัครเข้าเรียน การสอบสัมภาษณ์อีกครับ เพราะฉะนั้นความมุ่งมั่นนั้น สำคัญมากครับ

บทความถัดไปจะกล่าวถึงการสอบ USMLE ครับ


บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

August 17, 2008

Radiology Clinical Training in USA (1.4)


  1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
    • ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
    • เรียนต่อ Resident เมืองไทย หรือ อเมริกา?
    • เรียนต่อ Clinical Fellow, Research Fellow หรือ Observer? เมืองไทย หรือ อเมริกา?
  2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
    • ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม
    • USMLE
  3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
  4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
  5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
    • ชีวิตการเรียนในอเมริกา
    • ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
  6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
  7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง

Research Fellowship เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งในการมาดูงานและปฏิบัติงานที่อเมริกาครับผู้ที่มาจะทำงานวิจัย (เป็นผู้ช่วยวิจัยครับ แต่ไม่ใช่ ผู้ทำวิจัยหลักเนื่องจากจะไม่สามารถเป็น Principal Investigator ได้) ในงานที่ริเริ่มโดยแพทย์ที่นี่ครับ และในหลายๆ ครั้งก็ได้เข้าร่วม clinical conference ด้วยแล้วแต่ความยุ่งของงานวิจัยและความสนใจส่วนตัวครับ
ข้อดี - มีโอกาสเห็นและร่วมงานวิจัย ซึ่งอาจเป็นงานขนาดใหญ่ และก็ได้เก็บผลงานนี้เวลากลับไปทำงานต่อที่เมืองไทยด้วย (โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในคณะแพทย์ฯ) นอกจากนั้นก็มีโอกาสเข้าร่วม conference ต่างๆ ตามเวลาที่ีมีและความสนใจครับ. ส่วนใหญ่ก็มักเป็นที่โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ครับ ที่เปิดให้มี research fellowship
ข้อเสีย - เวลาที่มีให้กับการเรียนรู้ทางคลินิกจะน้อยกว่าผู้ที่มาเป็น observer เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลงานวิจัย

Clinical Fellowship
คือการมาปฏิบัติงานเหมือนกับที่รังสีแพทย์ที่อเมริกาทำงานครับ และได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาลในอเมริกาที่เราทำงานครับ เช่น การอ่านผล imaging การออกตรวจผู้ป่วย (กรณีทำ ultrasound, fluoroscopy หรือ intervention) การพูดคุยกับผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีโอกาสทำงานวิจัย (ถ้าสนใจ)
ข้อดี - มีโอกาสสัมผัสงาน และได้ปฏิบัติงานจริงเหมือนกับเป็นรังสีแพทย์ครับ ทำให้มีการเรียนรู้โดยตรงครับ ได้ประสบการณ์ตรงทั้งในแง่ของการทำงานและระบบของโรงพยาบาลที่เราทำงาน ได้รู้จักและทำงานกับรังสีแพทย์ที่หลากหลาย ทั้ง resident, fellow และ attending มีโอกาสทำงานวิจัยและเป็น principal investigator
ข้อเสีย - โรงพยาบาลขนาดใหญ่ งานก็ยุ่งตามจำนวนผู้ป่วยครับ หลายๆแห่งต้องอยู่เวรวันหยุด หรือข้ามคืน (ขึ้นกับโปรแกรม). ต้องสอบ USMLE ให้ผ่านทั้งหมด และผ่านกระบวนการแบบเดียวกับ US resident เวลาสมัครเข้าเรียนต่อครับ. บางโปรแกรมอาจต้องสอบข้อสอบของ fellow ด้วยก่อนจะเรียนจบครับ

ถ้าถามความเห็นส่วนตัวและต้องให้คำแนะนำกับผู้ที่กำลังวางแผนจะมา ก็คงต้องบอกว่าผมแนะนำให้มาเป็น Clinical Fellow> Research Fellow> Observer ครับ แต่ทั้งนี้การเลือกมาขึ้นกับหลายปัจจัยนะครับ ทั้งในแง่ของเวลา เงินทอง ครอบครัวและความตั้งใจ ครับ

บทความต่อๆ ไปจะกล่าวถึงกรณีที่สนใจจะมาเป็น Clinical Fellow หรือ Resident นะครับ


บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

July 18, 2008

Radiology Clinical Training in USA (1.3)


  1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
    • ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
    • เรียนต่อ Resident เมืองไทย หรือ อเมริกา?
    • เรียนต่อ Clinical Fellow, Research Fellow หรือ Observer? เมืองไทย หรือ อเมริกา?
  2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
    • ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม
    • USMLE
  3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
  4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
  5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
    • ชีวิตการเรียนในอเมริกา
    • ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
  6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
  7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง

ความเป็นไปได้ (Clinical Fellowship)
ในบ้านเราก็มีการเปิด training สำหรับ clinical fellowship ที่เป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ครับ ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวงการรังสีิวิทยาครับ เนื่องจากจะเปิดโอกาสทางเลือกให้กับรังสีแพทย์ที่จบใหม่ ให้ไม่จำกัดอยู่ที่การออกไปทำงานเท่านั้นครับ คงไม่ลืมนะครับว่าการมีอยู่ของวิชารังสีวิทยานั้น ขึ้นกับการทำ subspecialty โดยเฉพาะในสถาบันขนาดใหญ่ การเรียน subspecialty มีบทบาทมากต่อการพัฒนาวิชาชีพแนวลึกครับ ในแง่ของรังสีวิทยาก็ยังหมายถึงการตามให้ทันโลกของ clinician ด้วยนะครับ ถ้า clinician ทำงานแบบ specialty หรือ subspecialty ก็มีความจำเป็นที่พวกเราต้องทำในรูปแบบเดียวกันครับ

อีกทางเลือกหนึ่ง
สำหรับ Radiology resident ที่ใกล้จบ หรือจบแล้วจากบ้านเรา ที่อเมริกาเปิดโอกาสให้ผู้ที่มี Radiology board จากต่างประเทศเข้ามาเรียนต่อ Clinical Fellow ได้ด้วยครับ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าปริมาณของ US resident ที่เรียนต่อ Fellowship นั้นไม่สูงมากครับ ทำให้มีตำแหน่งว่างที่จะรับคนต่างชาติเข้ามาเรียนได้ ความยากง่าย ก็ขึ้นกับสาขาวิชาและสถานที่เรียนครับ โดยมากปัจจัยที่มีผลต่อความยากง่ายก็คือปริมาณความสนใจของ US resident ต่อสาขานั้นๆ ครับ ถ้าเป็นสาขาที่แม้กระทั่ง US resident ยังแย่งกันเรียน ก็จะเข้ายากหน่อยครับ สาขาพวกนี้เปลี่ยนไปทุกปีครับ บอกล่วงหน้าไม่ค่อยได้

ทางเลือกถ้าอยากไปเรียนต่อ fellowship ที่อเมริกา
มีหลายแบบนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Clinical Fellowship, Research Fellowship หรือ Observer-ship (visitor) แต่ละอย่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปครับ

Observer-ship หรือ visitor ก็คือการมาดูงานนั่นเองครับ บทบาทหน้าที่ก็คือต้องรับผิดชอบต่อตนเอง มาสังเกตการปฏิบัติงานของหมอที่นี่นะครับ และก็มีโอกาสเข้า morning/noon conference ต่างๆ ด้วยครับ ถ้ามีผู้มาดูงานไม่มากนักก็อาจมีโอกาสได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ จากหมอที่นี่ครับ
ข้อดี - มักได้มาโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลััยดังๆ ซึ่งมี cutting edge technology ครับ มีโอกาสเห็นอะไรใหม่ แปลก และไม่ต้องเสียเวลาหรือเงินในการเตรียมตัวมากครับ ในบางสถาบันอาจต้องสอบ TOEFL ให้ผ่านตามข้อตกลงก่อนที่สถาบันจะให้ทุนมาดูงานครับ ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องครับ ตอนนี้วิธีนี้ก็แพร่หลายในคณะแพทยศาสตร์ และร.พ.เอกชนขนาดใหญ่ในบ้านเราครับ
ข้อเสีย - ต้องรับผิดชอบต่อตัวเองมาก ให้มาสังเกตการณ์การทำงาน เนื่องจากโปรแกรมส่วนใหญ่ที่นี่มักไม่เช็กชื่อหรือเวลา นะครับ เนื่องจากถือว่าผู้มาก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว และต้องรับผิดชอบตัวเองครับ โอกาสในการเรียนรู้ก็ขึ้นกับตัวเองมากๆ ครับ ถ้าขยันมากก็ได้มาก



บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

June 27, 2008

Radiology Clinical Training in USA (1.2)


  1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
    • ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
    • เรียนต่อ Resident เมืองไทย หรือ อเมริกา?
    • เรียนต่อ Clinical Fellow, Research Fellow หรือ Observer?
  2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
    • ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม
    • USMLE
  3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
  4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
  5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
    • ชีวิตการเรียนในอเมริกา
    • ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
  6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
  7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง
มีความแตกต่างกันหลายประการนะครับ ระหว่างการเรียนต่อในเมืองไทยหรือสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Resident หรือ Clinical Fellow

ปัจจัยสำคัญที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นในการตัดสินใจเลือกก็มีคร่าวๆ ดังนี้นะครับ
1. ความเป็นไปได้
2. เวลา
3. เงิน
4. ครอบครัว

ความเป็นไปได้ (Residency)
การเรียน radiology resident ในเมืองไทยนั้นก็มีทางเลือกอยู่พอประมาณนะครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จุฬาฯ, ศิริราช, รามาฯ, เชียงใหม่ หรือสงขลาฯ แต่ละที่ก็รับ resident ในจำนวนต่างๆ กัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึง และหลายๆ คนก็คิดเป็นอันดับต้นๆ ก็คือว่าเราจำเป็นต้องมี​ "ต้นสังกัด" หรือเปล่า

ถ้าถามความเป็นไปได้ว่าผู้ที่มีต้นสังกัด กับผู้ที่ไม่มีต้นสังกัด ถ้าคุณสมบัติอื่นเท่ากัน ภาควิชา (ส​่วนมาก) คงเลือกคนที่มีต้นสังกัดครับ สาเหตุคงเนื่องมาจากว่า คณะไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ผู้ที่มีต้นสังกัด (ถือว่าได้จากสังกัดแล้ว) และเป็นการสนับสนุนการกระจายกำลังแพทย์ไปยังที่อื่นๆที่ขาดแคลน นะครับ แต่ยังไงก็ตาม มักจะมี quota สำหรับผู้ไม่มีต้นสังกัดอยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากคณะฯ เองก็มีความต้องการรังสีแพทย์จบใหม่ มาบรรจุเป็นอาจารย์แพทย์ด้วยเช่นกันครับ โดยรวม ถ้าคุณสมบัติดีพร้อม ถึงไม่มีต้นสังกัดก็ยังมีโอกาสเข้าเรียนต่อ Radiology Resident ในเมืองไทยได้ครับ

การเลือกสถานที่เรียน หลายๆ คนคงเลือกตามความคุ้นเคยนะครับ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าไม่มีความแตกต่างกันมาก ระหว่างแต่ละโรงเรียนแพทย์ในบ้านเรา อาจมีบ้างในแง่ของ แนวทางการปฏิบัติงาน ปริมาณของ advanced studies และการเรียนการสอนที่เป็น didactic ครับ ปัจจัยเรื่องการอยู่เวรก็ควรเอามาพิจารณาเช่นกันครับ ก่อนตัดสินใจเลือกที่เรียน

แล้วถ้าอยากไปเรียนที่อเมริกา เป็นไปได้รึเปล่า? เป็นไปได้ครับ มีเพื่อนและรุ่นพี่เราหลายๆ คนเป็นตัวอย่างมาแล้ว ถึงแม้ส่วนหนึ่งในปัจจุบันจะทำงานเป็น Radiologist ทีสหรัฐอเมริกา (ไม่กลับเมืองไทย) แต่หลายๆ คนก็ยินดีให้คำปรึกษากับรุ่นน้องเสมอครับ ข้อสำคัญคือต้องมีความพยายามและตั้งใจจริง เนื่องจากการเข้าเรียน Radiology ในอเมริกานั้นยาก แม้กระทั่งสำหรับคนอเมริกันเอง. Radiology ติดอันดับสาขาที่นักศึกษาแพทย์ในอเมริกา แย่งกันเรียนมากที่สุดนะครับ เหตุผลประกอบด้วยหลายปัจจัยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การวินิจฉัยรักษาแบบ noninvasive ซึ่งเป็นแนวโน้มของการแพทย์ยุคใหม่ lifestyle ของรังสีแพทย์ และรายรับ ครับ

เหตุข้างต้นทำให้การเข้าเรียน Radiology Resident ในอเมริกานั้นยากสำหรับคนต่างชาติครับ แต่ก็ยังมีคนไทย และคนชาติอื่นๆ เข้ามาเรียนอยู่เรื่อยๆ ครับ สิ่งสำคัญคือ คะแนนสอบและ recommendation letters ครับ หลายๆ คนเข้ามาเป็น Research Fellow ก่อนและสมัครเข้าเป็น resident ก็มีโอกาสสูงกว่าคนที่ไม่เป็นที่รู้จักของคนที่นี่ครับ



บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

May 29, 2008

Radiology Clinical Training in USA (1.1)


  1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
    • ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
    • เรียนต่อ Resident, Clinical Fellow เมืองไทย หรือ อเมริกา?
  2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
    • ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม
    • USMLE
  3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
  4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
  5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
    • ชีวิตการเรียนในอเมริกา
    • ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
  6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
  7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง
ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา?
คำถามนีี้คงอยู่ในใจหลายๆ คนที่เป็นนักศึกษา/นิสิตแพทย์ที่ใกล้เรียนจบ หรือกระทั่งแพทย์ใช้ทุนนะครับ แต่คงมีหลายๆ คนที่ยังตั้งคำถามนีี้กับตัวเองแม้ว่าจะเป็น resident, fellow หรือว่าเป็นรังสีแพทย์ไปแล้ว ว่าเอ๊ะ ทำไมเราถึงเรียนรังสีวิทยา

เรื่องนี้คงตอบไม่ยาก และไม่ง่ายนะครับ หลายคนคงยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าเราชอบ Radiology รึเปล่าตอนเป็นนักศึกษา/นิสิตแพทย์ เพราะว่าหลักสูตรการเรียนรู้ใน 6 ปีไม่เปิดโอกาสให้เราสัมผัส Radiology มากนัก เพราะฉะนั้นความคิด และความประทับใจอาจเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้สัมผัสใน rotation หรือตอนทำงานใช้ทุน

สำหรับนักศึกษา/นิสิตแพทย์
คงจะเป็นการยากนะครับ ที่เราจะรู้ว่าเราจะชอบสาขาวิชาที่เราเลือกเรียนหรือไม่ โดยเฉพาะสาขาที่เราไม่ค่อยได้สัมผัสอย่าง Radiology แต่ขอให้เลือกสาขาที่เรียนจากข้อมูลที่เรามี (ต้องพยายามหาข้อมูลให้มากเข้าไว้ จากแหล่งที่เชื่อถือได้) และเหมาะกับ lifestyle ที่เราชอบ ผมบอกได้ว่า Radiology เป็นสาขาที่มีอนาคตอีกยาวไกล เนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิกใหม่ๆ มาตลอดไม่ว่าจะเป็นเพื่อการวินิจฉัยโรค หรือรักษาโรคแบบ noninvasive สาขานี้ไม่ได้สัมผัสคนไข้น้อยไปกว่าสาขาอื่น ถ้ามองไปที่รังสีแพทย์ที่ทำงานด้าน interventional radiology ก็ทำงานร่วมกับพยาบาล เทคนิเชี่ยน และได้เจอคนไข้ การตรวจอัลตราซาวด์ก็เป็น patient interaction ชนิดหนึ่ง และรังสีแพทย์ที่ดีก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคนออก report เท่านั้นครับ เรามีบทบาทเป็นที่ปรึกษากับแพทย์สาขาอื่น เราช่วยให้การดูแลคนไข้รวดเร็วขึ้นและดีขึ้นได้ครับ

สำหรับผู้ที่เรียนรังสีวิทยาอยู่แล้ว
มีหลายๆ คนอาจกำลังคิดว่าเราตัดสินใจถูกรึเปล่าที่มาเรียนวิชานี้ บางคนสงสัยว่าเราอยากตรวจคนไข้มากกว่านี้ เราอยากสั่งยา เราอยากเป็นมากกว่าคนรับใบ request แล้วต้องทำตามที่คนอื่นบอก (สั่ง) มา. ผมอยากฝากเอาไว้ว่าเราเลือกได้นะครับ เราเลือกที่จะเป็นรังสีแพทย์ในแบบที่เราต้องการจะเป็น เราอยากสัมผัสคนไข้ เราอยากเป็นรังสีแพทย์ที่มีประโยชน์ เราเลือกเป้าหมายและทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ด้วยตัวเราเอง



บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

May 17, 2008

Radiology Clinical Training in USA (0)

เกริ่นก่อน

สวัสดีครับ บางท่านอาจจะคุ้นๆ กับหัวข้อข้างบนนะครับ บทความนี้ถูกเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ ที่ www.rathachai.com สักพักหนึ่งแล้วซึ่งตอนนี้ก็ได้ยกออกไป เนื่องจากผมตั้งใจจะมาเขียนใหม่ที่นี่ครับ เจตนาคือต้องการเปิดมุมมองให้นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้านและรังสีแพทย์ในบ้านเราได้เห็นโอกาส ที่จะมาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในรูปแบบของ Clinical Fellow หรือ Resident ครับ

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่ expert อะไร เพียงแต่ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีกับเพื่อนๆ รุ่นพี่และรุ่นน้องเท่านั้น ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือไม่ตรงกับที่ท่านเคยทราบ รบกวนช่วยฝากไว้ใน comment หรืออีเมล์มาหาได้ครับ

เรื่องจะแบ่งเป็นตอนๆ ดังนี้ครับ

  1. ทางเลือกในการเรียนต่อทางรังสีวิทยา
    • ทำไมถึงจะเรียนรังสีวิทยา
    • เรียนต่อ Resident, Clinical Fellow เมืองไทย หรือ อเมริกา?
  2. การเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อรังสีวิทยาในสหรัฐอเมริกา
    • ตัดสินใจ และเตรียมพร้อม
    • USMLE
  3. การเตรียมตัวสมัครเรียนต่อรังสีิวิทยาในสหรัฐอเมริกา
  4. การสอบสัมภาษณ์และประกาศผล
  5. การเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนหลังจากได้รับการตอบรับแล้ว
    • ชีวิตการเรียนในอเมริกา
    • ชีวิตส่วนตัวในอเมริกา
  6. แนะนำรุ่นพี่ตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ
  7. พยายามแล้วไม่สำเร็จ ทำยังไง
เรื่องจะลงเป็นตอนๆ ต่อๆ กันไป และจะปนไปกับ Posts ทั่วไปนะครับ ถ้าสนใจเฉพาะเรื่องก็สามารถคลิ๊กได้จาก category "Education/Training" ที่อยู่ใน list ด้านขวามือนะครับ


บทความชุดนี้ ผมขอมอบให้กับคนหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมาได้จนถึงจุดที่อยู่ปัจจุบันครับ พ่อแม่ น้อง ที่สนับสนุนทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เวลา และกำลังใจ. อ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และ อ.จามรี เชื้อเพชรโสภณ รุ่นพี่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งทางวิชาการและการบริหารจัดการ. อ.วิทย์ วราวิทย์, อ.ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนุกูล, พี่นัศวดี เพียงเจษฎา, บัณฑิต ตันติวงโกสีย์ ที่เป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ตอนเริ่มคิด สอบ และส่งแรงให้ผมได้มาอยู่ตรงนี้

April 15, 2008

Writing MCQs - Importance of Objectives


ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับ radiologist ทั่วไปนะครับ ทำไมเราจะต้องมาสนใจเรื่องการเขียน multiple choice questions (MCQs) ด้วย

พวกเราทุกคนที่เรียนหรือทำงานมาถึงจุดนี้คงจะจำได้ (หรืออาจยังหวาดกลัว) กับข้อสอบพวก เอนทรานซ์ ข้อสอบสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ หรือตอนสอบบอร์ด ข้อสอบมักจะเป็น MCQs และหลายๆ ครั้งพวกเราก็ frustrate กับข้อสอบที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือว่าอาจมีคำตอบที่ถูกต้องมากกว่าหนึ่งข้อ หลายๆ คนอาจมีเทคนิกการทำข้อสอบ MCQs ต่างๆ นานา

ข้อสอบ MCQs ถือว่าเป็นแนวหลักและแนวหน้าในการวัดผลการศึกษา และเป็นที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน  มีหลักการหลายอย่างที่น่าสนใจมาฝากกันครับ ไม่ว่าคนอ่านจะต้องไปออกข้อสอบ หรือว่าไปทำข้อสอบก็น่าจะมีประโยชน์ครับ

Learning Objectives ในการเรียนการสอนทุกชนิด การมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน วัดได้ มีความสำคัญมาก นอกจากจะมีประโยชน์กับผู้เรียนแล้ว ยังใช้เป็นแนวทางการออกข้อสอบด้วย ลองคิดดูว่ามันลำบากแค่ไหน ที่เราต้องอ่าน ต้องรู้ทุกอย่างโดยไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนว่า "รู้ลึกแค่ไหนถึงจะพอ และเหมาะกับระดับการเรียนของเรา" เช่น นักศึกษาแพทย์อาจต้องเรียนรู้เรื่องรังสีวิทยาของมะเร็งปอด แต่ไม่ลึกเท่าที่แพทย์ประจำบ้านควรจะรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ดีจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ ช่วยนำทางให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ได้เพียงพอ และเป็นแนวในการออกข้อสอบให้กับอาจารย์ด้วย

ตัวอย่าง
วัตถุประสงค์ที่วัดไม่ได้ "เข้าใจลักษณะทางเอกซเรย์ของ pneumothorax"
วัตถุประสงค์ที่วัดได้ "สามารถบรรยายลักษณะ 5 อย่างของ pneumothorax บนภาพเอกซเรย์"

ภาพข้างบนจาก www.istockphoto.com

ShareThis